ธุรกิจเจ้าของคนเดียวหรือธุรกิจครอบครัวมักมีเหตุการณ์นี้ เจ้าของเอาเงินบริษัทไปใช้ก่อน ค่อยคืนทีหลัง หรือไม่คืนเลย ในมุมบัญชีบริษัทกับเจ้าของเป็นคนละคน เงินที่ออกจากบริษัทไปอยู่กับกรรมการจึงต้องมีที่มาที่ไปทางกฎหมายเสมอ ถ้าไม่มี จะเกิดปัญหาทั้งบัญชีและภาษี
เงินกู้ยืมกรรมการคืออะไร
คือ เงินที่บริษัทจ่ายให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นยืมไปใช้ แล้วมีหน้าที่คืนบริษัท ในงบการเงินจะแสดงเป็นลูกหนี้เงินให้กู้ยืมกรรมการ ซึ่งต่างจากเงินเดือน เงินปันผล หรือค่าตอบแทนอื่น ที่เป็นรายจ่ายหรือการแบ่งกำไรที่ไม่ต้องคืน
ผลทางภาษีเมื่อบริษัทให้กรรมการกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย
ตามแนวข้อหารือของกรมสรรพากรที่ค้นพบ หากบริษัทให้กรรมการกู้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาด ณ วันที่ให้กู้ยืม ตามมาตรา 65 ทวิ (4) และนำไปถือเป็นรายได้ของบริษัทเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล หมายความว่าบริษัทอาจต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยที่ไม่เคยได้รับจริง
ข้อหารือบางฉบับยังโยงไปถึงภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย (มาตรา 91/16 (6)) ซึ่งเป็นประเด็นที่แต่ละกรณีมีเงื่อนไขต่างกัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเมื่อมียอดเงินกู้จำนวนมาก
ผลทางบัญชีและงบการเงิน
- ยอดเงินกู้ยืมกรรมการต้องแสดงในงบการเงินแยกต่างหาก ไม่ซ่อนอยู่ในค่าใช้จ่าย
- ผู้สอบบัญชีและธนาคารมักสังเกตรายการนี้ เพราะสะท้อนความเสี่ยงที่เงินบริษัทปนกับเงินส่วนตัว
- ถ้าถอนเงินไปใช้แล้วลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท จะเข้าข่ายรายจ่ายส่วนตัว ต้องบวกกลับตามมาตรา 65 ตรี (3)
วิธีทำให้ถูกต้อง
- ทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวงเงิน ดอกเบี้ย กำหนดชำระ และติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่ามีการให้กู้ยืมจริง
- คิดดอกเบี้ยใกล้เคียงอัตราตลาด และบันทึกรายได้ดอกเบี้ยของบริษัททุกงวด ถ้าตั้งใจให้ดอกเบี้ยต่ำ ควรมีเหตุผลที่อธิบายได้
- ทยอยคืนเงินตามสัญญา หรือถ้าต้องการเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนเจ้าของ ให้ดำเนินการเป็นเงินปันผลหรือเงินเดือนตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่ใช่ตัดยอดลอยๆ
- แยกบัญชีธนาคารและบัตรของบริษัทออกจากส่วนตัว ลดโอกาสเกิดรายการปนกันตั้งแต่ต้น
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มโครงการ ไม่ใช่รอให้ยอดเงินกู้สะสมหลายปี