“เอ๊ะ ลืมยื่นภาษีเดือนที่แล้วไปเลย” เป็นประโยคที่เจ้าของธุรกิจไม่อยากได้ยินจากตัวเอง แต่ก็เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะช่วงที่ธุรกิจยุ่งมาก หรือเพิ่งเปลี่ยนคนดูแลบัญชี พอรู้ตัวอีกทีก็เลยกำหนดยื่นภาษีไปแล้ว คำถามที่ตามมาคือ “ต้องเสียค่าปรับเท่าไหร่” และ “ยิ่งช้าไปอีกจะแพงขึ้นแค่ไหน”

ทำความเข้าใจก่อน: เบี้ยปรับ กับ เงินเพิ่ม ต่างกันยังไง
หลายคนสับสนสองคำนี้ เพราะมักถูกพูดถึงพร้อมกันเสมอ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนละส่วนกัน

เบี้ยปรับ (Penalty) คือค่าปรับที่คิดเป็นสัดส่วนของภาษีที่ต้องชำระ เกิดจากการยื่นแบบผิด ยื่นไม่ครบ หรือไม่ยื่นแบบเลย
เงินเพิ่ม (Surcharge) คือดอกเบี้ยที่คิดจากการชำระภาษีล่าช้ากว่ากำหนด คิดเป็นรายเดือนตามระยะเวลาที่ล่าช้า
ค่าปรับอาญา คือค่าปรับทางอาญาตามกฎหมาย ที่เกิดจากการยื่นแบบเกินกำหนดเวลา ไม่ว่าจะมีภาษีต้องชำระหรือไม่ก็ตาม
ในทางปฏิบัติ ถ้ายื่นภาษีช้า มักจะโดนทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ยิ่งช้านานยิ่งจ่ายเยอะ

ควรทำอย่างไรเมื่อรู้ตัวว่ายื่นภาษีช้าไปแล้ว
1. อย่ารอ รีบยื่นทันทีที่นึกได้ ยิ่งช้ายิ่งเสียเงินเพิ่มมากขึ้นทุกเดือน
2. คำนวณเงินเพิ่มและเบี้ยปรับล่วงหน้า เพื่อเตรียมเงินให้พอ จะได้ไม่ต้องเจอปัญหาซ้อนปัญหา
3. ยื่นแบบเพิ่มเติมเองก่อนถูกตรวจสอบ หากพบว่ายื่นตัวเลขผิดในรอบก่อนหน้า เพราะเบี้ยปรับจะเบากว่าการถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบเอง
4. ปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่ เพื่อตรวจสอบยอดที่ต้องจ่ายจริงให้ถูกต้อง เนื่องจากการคำนวณเบี้ยปรับเงินเพิ่มมีรายละเอียดปลีกย่อยตามลักษณะความผิดแต่ละกรณี
5. วางระบบเตือนล่วงหน้า ทุกรอบภาษี เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก

วิธีป้องกันไม่ให้ยื่นภาษีช้าซ้ำอีก
1. ทำปฏิทินภาษีประจำปีของกิจการตัวเอง ระบุวันครบกำหนดของทุกแบบภาษีที่ต้องยื่น ทั้งรายเดือนและรายปี ติดไว้ในที่ที่เห็นง่าย
2. มอบหมายผู้รับผิดชอบชัดเจน ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ “ใครก็ได้” เพราะงานที่ไม่มีเจ้าภาพชัดเจนมักถูกลืมง่ายที่สุด
ใช้บริการสำนักงานบัญชีที่มีระบบแจ้งเตือน เพื่อให้มีคนคอยติดตามกำหนดเวลาแทน ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของคนในองค์กร
3. สำรองเงินสดสำหรับภาษีแยกต่างหาก ไม่ปนกับเงินหมุนเวียนของธุรกิจ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไม่มีเงินจ่ายภาษีตรงเวลา แม้จะยื่นแบบทันแล้วก็ตาม

เมื่อไหร่ควรขอผ่อนชำระภาษีแทนการปล่อยให้ค้าง
ในบางกรณี ธุรกิจอาจยื่นแบบภาษีทันเวลา แต่ไม่มีเงินสดพอชำระภาษีเต็มจำนวน จุดนี้หลายคนเลือกที่จะไม่ยื่นแบบไปเลยเพราะกลัวว่ายื่นไปแล้วจ่ายไม่ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะการไม่ยื่นแบบเลยจะยิ่งทำให้เสียเบี้ยปรับสูงกว่าการยื่นแบบตามกำหนดแล้วค่อยขอผ่อนชำระภาษีในภายหลัง

กรมสรรพากรมีช่องทางให้ผู้เสียภาษีที่มีปัญหาสภาพคล่องยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีเป็นงวดได้ในบางกรณี ซึ่งจะช่วยลดภาระเงินเพิ่มที่คำนวณจากยอดภาษีทั้งก้อนได้ ดังนั้นหลักการที่ควรจำไว้เสมอคือ ยื่นแบบให้ทันกำหนดไว้ก่อน แม้จะยังไม่มีเงินชำระครบก็ตาม แล้วค่อยหาทางเจรจาเรื่องการชำระเงินในภายหลัง ดีกว่าปล่อยให้เลยทั้งกำหนดยื่นแบบและกำหนดชำระเงินไปพร้อมกัน

เอกสารที่ควรเก็บไว้เผื่อถูกตรวจสอบย้อนหลัง
– สำเนาแบบแสดงรายการภาษีทุกฉบับที่เคยยื่น พร้อมใบเสร็จรับเงินค่าปรับหรือเงินเพิ่ม (ถ้ามี)
– หลักฐานการชำระภาษีทุกงวด เช่น สลิปโอนเงิน ใบเสร็จจากธนาคาร
– บันทึกเหตุผลกรณีที่เคยยื่นล่าช้า เผื่อต้องชี้แจงกับเจ้าหน้าที่สรรพากรในอนาคต
– การเก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบถ้วนและเป็นระบบ จะช่วยให้กิจการสามารถชี้แจงข้อมูลได้รวดเร็วหากถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง และยังช่วยให้นักบัญชีวางแผนภาษีในปีถัดไปได้แม่นยำขึ้นด้วย